วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

นกขยันเรียน


 
นกกระเรียน
 
ลักษณะ

เป็นนกขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายนกกระสา คอยาวขายาว จงอยปากตรงปลายเรียวแหลม ส่วนใหญ่ขนของลำตัวเป็นสีเทา แต่ขนปลายปีกสีค่อนข้างดำ คอตอนบนและหัว เป็นหนังเปลือยเปล่าสีแดง ไม่มีขน ตอนหน้าผากและตอนบนของหัว นั้นเป็นหนังสีเขียวอ่อน ๆ ข้างแก้มและท้ายทอย ปากสีดำแกมเขียว แข้งและนิ้วเท้าเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ขนาดลำตัวยาวประมาณ 1.52 เมตร สูงราว 1.5 เมตร มีน้ำหนัก ตัวประมาณ 5 - 12 กิโลกรัม เป็นนกที่สูงและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กว่า เวลาบินจะยืดคอตรงไปข้างหน้า แต่พวกนกกระยาง และ นกกระสา เวลาบินจะงอคอเข้าหาอก กระเรียนไทย เป็นนกที่มีขนาดใหญ่มากเพศเมีย มีลักษณะรูปร่าง และ สีขนเหมือนกัน เพียงแต่เพศผู้ สูงกว่าเพศเมียเล็กน้อย การแยกเพศ จึงต้อง อาศัยการสังเกตพฤติกรรม และ เสียงร้องเกี้ยวพาราสี ในช่วง ฤดูผสมพันธุ์ หากเป็นลูกนก ที่เกิดพร้อมกัน และ เลี้ยงไว้ด้วยกัน ก็ พอจะแยกเพศ โดยดูจาก ขนาด ได้
 
 
นิสัยนกกระเรียน

นกระเรียนไทยเป็นนกที่กินอาหารได้หลายอย่าง ทั้งพืชและสัตว์ อาหารของนกกระเรียน ไทยมีทั้งเมล็ดข้าว ลูกไม้ รากพืชนุ่ม ๆ ยอดผัก ยอดหญ้าต่าง ๆ หนอน แมลง หอย ปู ปลา กบ เขียด สัตว์เลื้อยคลานตัวเล็ก ๆ และนกตัวเล็ก ๆ เป็นต้น ปากของนกกระเรียนไทย จึงไม่แหลม คมแบบนกกระสาหรือกระยาง ซึ่งเป็นสัตว์ที่กินสัตว์เป็นอาหาร (Carnivorous) แต่นกกระเรียน ไทยเป็นสัตว์ประเภทกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous) นอกจากนี้ อาหารของมันยังแตกต่างไปตามฤดูกาล คือ ฤดูไหนมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ก็จะกินอาหารนั้น แต่บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของมัน บางครั้งยังสามารถปรับตัวหากิน ในไร่นาของ มนุษย์ได้อีกด้วย นกกระเรียนไทยซึ่งเข้าใจว่าสูญพันธุ์ ไปจากประเทศไทย เป็นนกประจำถิ่นของ ประเทศ ไทย (Resident) เป็นนกที่ชอบไปไหนมาไหนเป็นฝูงใหญ่ ฝูงนกกระเรียนไทยจะบินเป็นแถว รูปตัววี (v) หรือบางทีก็เป็นแถวหน้ากระดาน โดยนกที่บินนำหน้าจะส่งเสียงร้อง เพื่อเตือนให้ นกตัวอื่น ๆ บินอยู่ในแถวหรือบินจับบกลุ่มไว้ เสียงร้องจะดังมาก ตามปกตินกกระเรียนไทย จะบินสูงมาก แต่สูงมากน้อยขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับทิศทางของลม ในเวลาบินคอนกกระเรียน ไทยจะยืดยาวออกไปข้างหน้าและขายื่นไปข้างหลัง เช่นเดียวกับพวกนกกระสา ในบางครั้งมันก็พากันบินร่อนเป็นวงกลมอีกด้วย นกกระเรียนไทยจะกระพือปีกลงช้า ๆ สลับกับกระพือ ปีกขึ้นอย่างรวดเร็ว มันไม่ชอบร่อนนอกจากในเวลาที่จะลงพื้นดิน นกกระเรียนไทยมักจะร้องบ่อย ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ และในขณะบินข้ามถิ่น เสียงร้อง ดังก้องและได้ยินได้ในระยะไกล ในขณะบินเสียงร้องอันดังก้องนี้ จะเป็นตัวในการควบคุมนก แต่ละตัวให้บินได้โดยไม่แตกจากผูง ส่วนในเวลาที่มันกำลังหากินบนพื้นดิน บางครั้งก็ส่งเสียง ร้องเหมือนกัน นกกระเรียนไทยมีพฤติกรรมที่น่าดูยิ่งอีกอย่างหนึ่ง คือ การจับคู่เต้นรำ อันเป็น ลักษณะ เด่น ซึ่งเรียกว่า "ท่าเต้นรำนกกระเรียน"
 

 
ฤดูสมพันธุ์

ฤดูผสมพันธุ์ การจับคู่ผสมพันธุ์เริ่มเมื่ออายุ 2 - 3 ปีขึ้นไป และ เป็นการจับคู่แบบ ผัวเดียว เมียเดียว นกกระเรียนปกติจะจับคู่อยู่ด้วยกัน ตลอดชีวิต มีความผูกพันกับคู่สูงมาก แต่นกกระเรียน เป็นนกที่จับคู่ยากมาก หากนกทั้งสอง ไม่ยอม รับ ซึ่งกันและกัน มันก็จะไม่ยอมจับคู่ใหม่ จนกว่าจะพบคู่ที่พอใจ ฉะนั้นนกกระเรียนเพศเมียที่คู่เดิมตายไป จึงอาจอยู่ เพียงลำพัง เพราะหาคู่ใหม่ที่พอใจไม่ได้
นกกระเรียนจะวางไข่ครั้งละประมาณ 2 ฟอง แต่บางครั้งฟองเดียว ไข่มีลักษณะยาว สีขาวแกมฟ้าหรือเขียวอ่อน ระยะเวลากกไข่ อยู่ในช่วงระหว่าง 28-30 วัน แม้จะวางไข่ครั้งละ 2 ฟอง แต่จะรอดตายเพียงตัวเดียว ลูกนกจะถูกเลี้ยงดูประมาณ 2-3 เดือน จึงเริ่มบินได้
หลังจากผสมพันธุ์แล้ว นกทั้งสองจะช่วยกันสร้างรังตามกอพืชน้ำ โดยใช้พืชน้ำ เหล่านั้นมาเป็นวัสดุ ในการสร้างรังมีรูปร่างกลมแบนลักษณะคล้ายกระจาด และ จะอยู่สูงจากระดับน้ำประมาณ 3 - 25 ซม. นกจะใช้เวลาสร้างรังประมาณ 2 วัน จากนั้น ตัวเมียจะวางไข่ รังละ 2 ฟอง แต่ละฟอง มีระยะเวลา วางห่างกัน ประมาณ 48 ชั่วโมง ไข่มีผิวเรียบสีขาวแกมฟ้า เว้นแต่บริเวณส่วนป้านของไข่ จะมี จุดเล็กๆ สีม่วงหรือ สีน้ำตาล กระจายอยู่ทั่วไป ขนาดของไข่โดยเฉลี่ยกว้างยาวประมาณ 64.3 - 104.4 มม. น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 238 กรัม พ่อแม่ นกจะผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ฟักไข่ ในตอนกลางวัน เมื่อตัวหนึ่งฟัก อีกตัวหนึ่งจะออกไป หาอาหาร ส่วนกลางคืน แม่นก จะทำหน้าที่ฟักไข่ตลอดเวลา โดยมีพ่อนกยืนห่างจากรังเล็กน้อย นกกระเรียน ใช้เวลาฟักไข่ราว 30 -34 วัน และ ลูกนกจะฟักออกจากไข่ห่างกันประมาณ 36 ชม.
 
 
เสี่ยงต่อการสูญพัน

นับเป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่า นกกระเรียนไทยได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยนานมาแล้ว ปัจจุบันนกกระเรียนไทยได้ ถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าสงวน ตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งเป็นหนึ่งใน 15 ชนิดสัตว์ป่าสงวนของไทยทั้งนี้เพราะคนสมัยก่อน
ได้ล่ายิง กันมาก รวมทั้งถิ่นที่อยู่อาศัยของมันก็ถูกคุกคาม จนกระทั่งไม่สามารถดำรงชีวิต และอาศัยอยู่ได้ โดยได้หายสาปสูญไปจากประเทศไทยกว่า 20 ปีมาแล้ว ปัจจุบันกรมป่าไม้ได้พยายามนำนกกระเรียนไทย กลับสู่ถิ่นเดิมของมันใน ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยความริเริ่มของมูลนิธิสากลเพื่อการอนุรักษ์นกกระเรียน (International Crane Foundation) หรือ ICF แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมกับกรมป่าไม้ โดยมีการศึกษาและขยายพันธุ์ตามโครงการอนุรักษ์นกกระเรียนที่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำ บางพระ จังหวัดชลบุรี หากการศึกษาขยายพันธุ์ ได้นกกระเรียนเป็นจำนวนมาก กรมป่าไม้มี โครงการ นำนกกระเรียนไทย เหล่านั้นไปปล่อยตามแหล่งเดิม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอาศัย และหากินตามธรรมชาติ เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ

ตัวใหญ่แต่บินไม่ได้


นกกระจอกเทศ (อังกฤษ:Ostrichชื่อวิทยาศาสตร์:Struthio camelus) จัดอยู่ในประเภทสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65 – 75 ปี หัวเล็ก คอยาว ตาโต ขนตายาว มีขาใหญ่แข็งแรง บินไม่ได้แต่วิ่งได้เร็ว ลูกนกอายุเพียง 2-3 วันก็จะวิ่งได้แล้ว หากินในทุ่งกว้างเป็นฝูงใหญ่ อยู่ร่วมฝูงกับม้าลายและยีราฟ การต่อสู้ป้องกันตัวของนกชนิดนี้จะกระโดดเตะได้ ระวังตัวสูง จึงหลบหลีกสัตว์กินเนื้อได้ดี ไข่ของนกกระจอกเทศเป็นไข่นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก นกชนิดนี้กินพืช เมล็ดพืช ผลไม้สุกและสัตว์ตัวเล็กๆโดยใช้ปากงับแล้วกระดกเข้าลำคอ จากนั้นยืดคอให้ตรง ให้อาหารไหลลงไปตามหลอดอาหารในลำคอ นอกจากนั้น นกชนิดนี้ยังชอบกินของแปลกปลอม โดยเฉพาะสิ่งที่สะท้อนแสงได้ เช่น นาฬิกา, ขวดพลาสติก
นกตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีกและขนหางจะเป็นสีขาวสวยงามมาก สำหรับตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมีลักษณะแบนและกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็ก ศีรษะล้าน มีขนอ่อนบางสีเทา น้ำตาลอ่อนคล้ายสีครีมหรือผลมะอึก คอยาวและมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขนสำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน นกตัวผู้มีลำคอหย่อนยานกว่าตัวเมีย จึงโป่งคอและทำเสียงร้องเลียนแบบสิงโตได้ นกตัวผู้ 1ตัวจะคุมนกตัวเมียหลายตัว
ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว ใต้นิ้วเป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือนิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลกอย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ – เท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรู ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียงนิ้วเดียว เช่นเท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า
ในประเทศ ปัจจุบันนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนในหลายประเทศ นกกระจอกเทศถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรก ในปลายสมัยอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ ตามบันทึกในพงศาวดารคำให้การชาวกรุงเก่าระบุว่า ราชทูตชาวอังกฤษนำนกกระจอกเทศพร้อมสิงโตและม้าเทศจากแอฟริกาเข้ามาถวายเป็นบรรณาการ จึงโปรดฯให้เลี้ยงไว้ในพระราชวัง[3]

ตัวเล็กแต่น่ารัก


P. Comte de Buffon นักชีววิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เคยเอ่ยถึงนกฮัมมิงเบิร์ด (hummingbird) ว่าเป็นนกที่ธรรมชาติได้ประทานพรสวรรค์ให้มากเป็นพิเศษ เพราะมันมีลีลาการบินที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก

นกชนิดนี้มีลำตัวเล็ก น่ารัก คือมีความยาวไม่เกิน 6 เซนติเมตร มันมีปากที่ยาวเรียวและแหลม ปีกเล็กๆ ของมันสามารถกระพือได้เร็วถึง 80 ครั้ง/วินาที ทำให้มันสามารถลอยนิ่งอยู่ในอากาศและบินถอยกลังก็ยังได้
เราพบเห็นนกชนิดนี้ได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 5o เหนือและใต้ ถิ่นอาศัยของมันคือป่าที่มีภูเขา คนฝรั่งเศสเรียกมันว่า oiseaumouche แปลว่า นกที่ใหญ่กว่าแมลงวัน มันคือ beija flor ของคนสเปน ซึ่งหมายถึงนกที่จุมพิตดอกไม้ และคนคิวบาเรียนเรียกมันตรงไปตรงมาว่า zum zum ตามเสียงที่เขาได้ยินเวลามันบิน
นกฮัมมิงเบิร์ดตัวเมีย ตามปกติมีขนาดใหญ่กว่าตัวเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย มันเป็นนกที่รักสันโดษ รู้จักรักและหวงแหนถิ่นอาศัยของมันมาก เมื่อใดก็ตามที่มันพบว่านกอื่นบุกรุกที่ที่มันเป็นเจ้าของ มันจะต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์ นิสัยไม่ยอมและชอบต่อสู้นี้เอง ได้ทำให้ชาวอินเดียนเผ่า Astec ตั้งชื่อเทพเจ้าแห่งสงครามตามชื่อของฮัมมิ่งเบิร์ด
ในช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ฮัมมิงเบิร์ดจะเริ่มผสมพันธุ์ โดยจะใช้เวลานานไม่เกิน 2-3 วินาที มันทำรังโดยใช้ เช่น เปลือกไม้ และตะไคร่ ไข่ของมันมีขนาดเล็กกว่าเม็ดกาแฟ และจะต้องการฟักนาน 12-16 วัน

นกฮัมมิงเบิร์ดมักไม่ชอบการอพยพ แต่จะมีบางชนิดที่บินอพยพไกลเป็นพันกิโลเมตร จากบริเวณที่มีอากาศหนาวไปวางไข่ในบริเวณที่มีอากาศอบอุ่น ถึงแม้ว่าตัวของมันจะเล็ก แต่มันก็สามารถบินได้ไกลกว่าและนานกว่าสัตว์อื่นที่มีขนาดตัวใหญ่กว่ามันมาก เมื่อใกล้กำหนดที่มันจะอพยพ มันจะกินอาหารล่วงหน้าให้น้ำหนักตัวเพิ่มถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ก็เพื่อสะสมไขมันที่มันจะต้องใช้ในการเดินทางไกล เปรียบเทียบกับคนที่หนัก 75 กิโลกรัมเขาจะต้องกินอาหารจนกระทั่งมีน้ำหนัก 110 กิโลกรัมให้ได้ภายใน 3 สัปดาห์จึงจะเก่งเท่านก
แต่คุณสมบัติที่โดดเด่นและน่าสนใจที่สุดคือ ความสามารถในการเก็บสะสมและปลดปล่อยพลังงานภายในตัวของมัน
ในวารสาร Nature ฉบับเดือนพฤสจิกายน พ.ศ. 2538 R. Dudley แห่งมหาวิทยาลัย Taxas ในสหรัฐอเมริกาได้รายงานผลการทดลองที่แสดงให้เห็นว่า ฮัมมิ่งเบิร์ดมีพลังงานสะสมในร่างกายสูงมากกว่าสัตว์เลือดอุ่นที่มีกระดูกสันหลังทุกชนิดในโลก เพราะมันสามารถปล่อยพลังงานได้ถึง 133 วัตต์ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ในขณะที่คนสามารถถ่านเทพลังงานออกมาได้เพียง 15 วัตต์ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

Dudley ได้ให้ฮัมมิงเบิร์ดบินอยู่ในอากาศที่มีก๊าซฮีเลียมและออกซิเจน ดังนั้นอากาศที่เขาใช้ในการทดลองนี้จะมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศธรรมดา เมื่อเป็นเช่นนี้ฮัมมิงเบิร์ดต้องใช้พลังงานในการบินมากกว่าปกติเพื่อให้ตัวลอยอยู่ในอากาศได้ เมื่อเวลาผ่านไปความหนาแน่นของออกซิเจนในห้องทดลองจะลดลงๆ จนถึงระดับหนึ่ง ฮัมมิงเบิร์ดจะหมดแรงบิน ณ เวลานั้น Dudley รู้ทันทีว่าพลังงานนกมีมากที่สุด เป็นเท่าไรตัวเลขที่เขาได้ทำให้เขารู้ว่า หากคนจะมีพลังงานเท่านกเล็กชนิดนี้ เขาต้องมีกำลังถึง 40 กำลังม้า โดยจะต้องกินอาหารวันละ 130 กิโลกรัม และต้องสามารถกำจัดพลังงานความร้อนในร่างกายให้หมดอย่างรวดเร็ว เพราะมิฉะนั้นร่างกายจะมีอุณหภูมิร่างกายจะสูงถึง 400 องศาเซลเซียส

นกฮูกหัวเราะ น่ารักจริงๆ

สีสันจับใจ




นกแก้ว (ชื่อวิทยาศาสตร์Psittacus torquata) ชื่ออังกฤษ=parrot แยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้มากกว่า 500 ชนิด มีพื้นเพที่อยู่อาศัยตั้งเดิมอยู่ในป่าทึบ ในเขตร้อนของประเทศ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หมู่เกาะมลายู แอฟริกา ทางใต้ของทิศ เหนือของอเมริกา อินเดีย นอกจากนี้แล้วยังพบทางแถบตะวันตกของอินเดียโดยทั่วไป นกในตระกูลนกแก้วนั้น มักมีความแตกต่างไปจากนกตระกูลอื่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ จงอย ปากตอนบนของนกแก้วสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่รวมกับหน้าผาก (ขากรรไกร) และมี ลักษณะเด่นได้แก่ ปากคมแข็ง จงอยปากงุ้มเข้าโคนใหญ่ปลายแหลมน่ากลัว เท้ามีนิ้วข้าง หลังสองนิ้วและข้างหน้าสองนิ้วทุกนิ้วมีเล็บที่แหลมคม สามารถใช้เท้าจับกิ่งไม้ได้เหนียวแน่น ปีนป่ายคันไม้ได้เก่งเป็นพิเศษ และในบางโอกาสยังสามารถจับฉีกอาหารได้ด้วย ปาก ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ขนเป็นสีเขียว สามารถ นำมาฝึกสอนให้พูดภาษาของมนุษย์ได้แทบทุกชนิด
สำหรับรังและที่อยู่อาศัยของนกแก้วโดยทั่วไปมักอยู่ตามในโพรงไม้ หรือโพรงหิน ไม่นิยมใช้วัสดุต่าง ๆ ทำรัง นกจากนกแก้ว เควเคอร์(Quaker Parrakeet) และ นกแก้ว อัฟเบริด์ (Lovebirds) นกแก้วทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมทำรังโดยใช้แขนงหรือกิ่งไม้เล็ก ๆ เศษ หญ้า เปลือกไม้โดยนำมาสานประกอบขึ้นเป็นรังเป็นนกปากงุ้มเป็นขอในวงศ์ Psittacidae ตัวสีเขียว ปากแดง อยู่รวมกันเป็นฝูง กินเมล็ดพืชและผลไม้ ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น นกแก้วโม่ง (Psittacula eupatriaแก้วหัวแพร (P. roseata) นกมาคอว์ อาหารที่ชอบกินคือผลไม้ โดยนกแก้วมีหลายชนิดและมีสีสดใส ส่วนมากเราจะเห็นนกแก้วมีสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า
นกที่คนไทยชอบเลี้ยงมาแต่โบรานมีนกแก้วรวมอยู่ด้วย เพราะนกแก้วสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ กล่าวกันว่ามันมีความจำดี เรียนรู้ได้เร็ว ถ้าพูดอะไรให้ฟังบ่อยๆก็สามารถพูดได้ กล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทับไปบุกอินเดียได้ทอดพระเนตรเห็นนกแก้วเข้า ก็ชอบพระทัยได้ทรงนำกลับยุโรปด้วย และในไม่ช้าก็เป็นที่นิยมมาก ด้วยเหตุนี้ในสมัยนั้นนกแก้วจึงมีราคาแพงมาก จึงได้มีการค้าขายนกแก้วทั้งในยุโรปและเอเชีย การที่คนเราชอบเลี้ยงนกแก้วนั้นเห็นจะเป็นเพราะเหตุ 4 ประการ
  1. นกแก้วมีสีสวย รูปร่างงดงาม
  2. สามารถพูดเลียนภาษามนุษย์ได้
  3. เลี้ยงง่าย
  4. อายุยืน อย่างในเรื่อง Popular Pet Birds ของ R.P.N. Sinha กล่าวว่า นกแก้วมีอายุยืนมาก อาจอยู่ได้ถึง 70 ปี

Is a beautiful


นกยูง 
นกยูง เป็นนกตระกูลไก่ฟ้าขนาดใหญ่ ที่มีอยู่ด้วยกัน 2 สกุล ในโลก คือ สกุลของนกยูงทางทวีปแอฟริกา ได้แก่ นกยูงคองโก และ สกุลของนกยูง ทางทวีปเอเซีย ที่ยังแบ่งเป็น 2 ชนิดพันธุ์ ได้แก่ นกยูงอินเดีย หรือ นกยูงสีน้ำเงิน กับ นกยูงไทย หรือ นกยูงสีเขียว ซึ่งนักวิชาการบางท่าน ก็ไม่ถือว่านกยูงคองโกเป็นนกยูง เพราะลักษณะภายนอก และพฤติกรรมต่างๆ แตกต่างจากนกยูงอินเดีย และนกยูงไทยมาก  สำหรับนกยูงสีเขียว ยังแบ่งกระจายออกอีกเป็น 3 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์พม่า สายพันธุ์ชวา และ สายพันธุ์อินโดจีน ซึ่งสองสายพันธุ์หลังนี้ มีพบกระจาย พันธุ์ในประเทศไทย โดยสายพันธุ์ชวาพบอยู่ทางใต้ ส่วนสายพันธุ์อินโดจีน พบได้ทั่วไปในอาณาบริเวณที่อยู่เหนือคอคอดกระ สมัยก่อนตามริมลำน้ำสายใหญ่ ใกล้แนวป่า เช่น แถบลำ[[น้ำปิง ลำน้ำพอง ลำน้ำตาปี ลำน้ำแควใหญ่ และแควน้อย มักพบเห็น นกยูงได้ทั่วไป   นกยูงทั่วโลก มีอยู่ 2 สกุล คือ สกุลของนกยูงทางทวีปเอเซีย ( Pavo ) และ สกุลของนกยูงทางทวีป แอฟริกา (Afropavo ) สกุล Pavo แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ นกยูงอินเดีย ( Indian peafowl หรือ Blue Peafowl ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pavo cristatus และ อีกชนิดหนึ่งคือ นกยูงไทย ( Green Peafowl ) สำหรับนกยูงคองโกนั้น นักปักษีวิทยาหลายท่านยังไม่เห็นด้วย ที่จะจัดให้เป็นนกยูงชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะคุณสุวัฒน์ สิงหพันธุ์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ และฝ่ายเพาะเลี้ยง กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ซึ่งเคยไปเห็นนกยูงคองโก ตัวจริง ที่ประเทศอังกฤษ มีความเห็นว่า นกยูงคองโก มีลักษณะคล้ายนกยูงเท่านั้น แต่พฤติกรรม แตกต่างจาก นกยูงอินเดีย และ นกยูงไทย มาก จึงไม่น่าที่จะจัดให้อยู่ในสกุลนกยูง
ปกติ นกยูง จะหากินอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดเล็ก โดยพบ ตั้งแต่ 2 – 6 ตัว สมาชิกส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย และ นกที่ยังโตไม่เต็มวัย ซึ่งมักติดตามนกตัวเมียอยู่เสมอ อันเนื่องจาก ความสัมพันธ์ในสมัยที่ยังเป็น ลูกนกคอยติดตามแม่ ดังนั้นนกยูงตัวเมียใหญ่ จึงมีบทบาทในการนำ สมาชิก ออกหากิน และ คอยดูแลฝูงให้ปลอดภัย ส่วนนกยูงตัวผู้ที่โตเต็มวัยแล้ว นอกฤดูผสมพันธุ์ มักอยู่ร่วมหากินกับ ฝูงตัวเมียด้วย แต่เมื่อเข้าฤดูผสมพันธุ์ นกยูงตัวผู้จะแยกออกจากฝูง อยู่ตามลำพัง อย่างเด่นชัด ในรอบวันหนึ่งๆ นกยูง มีกิจกรรมเริ่มตั้งแต่ การบินออกจากคอนไม้ลงสู่พื้นป่าเบื้องล่าง เพื่อหากิน และ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เรื่อยๆไปจนเย็น โดยในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน นกยูงจะออกหากินตามหาดทราย ในช่วงหลัง 06.30 น. แต่ถ้าเป็นฤดูหนาว เวลาหากิน จะเลื่อนไปช้ากว่าเดิม อีก ราวหนึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงครึ่ง เพราะตอนเช้าในฤดูนี้ บริเวณเหนือลำน้ำจะมีหมอกปกคลุมอยู่หนา ไม่สามารถมองเห็นได้ไกล ศัตรูของ นกยูง เช่น เสือ ชะมด อีเห็น อาจแอบซุ่มรออยู่ตรงไหนก็ได้ นกยูง จึงต้องรอให้แดดออกกล้า เผาหมอกให้จางลงเสียก่อน จึงจะลงจากคอนหากิน แต่ก็มีบางครั้ง ที่อาจพบนกยูงบินร่อนลงสู่หาด ขณะที่กำลังมีหมอกหนา อยู่

น่ากลัวจัง

เหี้ย (อังกฤษWater monitor,ชื่อวิทยาศาสตร์Varanus salvator) เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ตัวอ้วนใหญ่สีดำ ในวงศ์เหี้ย(Varanidae) มีลายดอกสีเหลืองพาดขวาง หางยาว อาศัยบริเวณใกล้น้ำ ภาคอีสานเรียก แลน